• gpetdum

"สัดส่วน 30-70%, 40-60%, 50-50% เรื่องที่ควรพิจารณาหากคุณชอบเล่นสีหรือลวดลายวัสดุในงานออกแบบภายใน”


สัดส่วนของสีหรือวัสดุในการออกแบบตกแต่งภายใน


“หลายๆท่านชอบการออกแบบภายในสไตล์มินิมอล (minimal style) ที่เรียบๆ ขาวๆ คลีนๆ”

“หลายๆท่านชอบการออกแบบภายในที่มีสีสันสดใสๆ หลากหลายวัสดุ”

“และอีกหลายๆคนที่ยังกล้าๆกลัวๆกับการเลือกสีและวัสดุออกแบบตกแต่งภายใน อย่างไรให้พอดี”


จากคำถามและปัญหาที่พบเจอมาทั้งหมดในประสปการณ์การทำงานอาชีพนักออกแบบภายใน พบว่าไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายในสไตล์ไหนเรื่องที่สำคัญคือปริมาณสัดส่วน ไม่ว่าจะเรื่องสี เรื่องการเล่นวัสดุ ต่างๆ ในห้องๆหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ที่ตกแต่งบ้านหรือห้องด้วยตนเอง มักตั้งใจไว้แล้วว่าจะเลือกสีห้องสีนี้(หรือวอลล์เปเปอร์สีนี้ลายนี้) จำนวนกี่สี หรือจะเลือกใช้วัสดุแบบนี้กับอันนี้แต่ไม่รู้ว่าใช้ปริมาณสัดส่วนยังไงให้พอดี โดยเบื้องต้นท่านต้องทราบเรื่องเหล่านี้ก่อน เพื่อพิจารณาสัดส่วนการใช้สีสัน หรือวัสดุที่เราอยากใช้

โดยปรกติในการเลือกใช้สีหรือวัสดุให้ท่านพิจารณาให้เป็นสีก่อน (ให้มองสีของวัสดุ) ส่วนพื้นผิว(texture)ของวัสดุนั้นมาพิจารณาอย่าละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยในพื้นที่หรือห้องๆหนึ่งนั้น ขอแนะนำให้ท่านเลือกสีไม่ให้เกิน2สีก่อน เพราะจะได้ควบคุมสัดส่วนได้ง่าย แต่ถ้าอยากได้มากกว่านั้นค่อยแตกออกจากสีพื้นฐานทั้ง2 สี เช่น มีสี แดง-ฟ้า แต่อยากเพิ่มสีอีกก็อาจจะแตกสีใดสีหนึ่งออกไป เช่น สีฟ้า อาจแตกออกไปเป็น ฟ้าอ่อน ฟ้าเข้ม หรือ ฟ้าอมเขียวเป็นต้น เมื่อได้กำหนดสีให้เรียบร้อยแล้ว ก็พิจารณาหลักการพื้นฐานของการออกแบบภายในในการให้สัดส่วน2 ข้อ คือ กลมกลืน(Harmony) หรือขัดแย้ง (Contrast)


กลมกลืน (Harmony) คือ เลือกโทนสีหรือวัสดุไปในโทนเดียวกัน เช่น โทนห้องสีเขียว สัดส่วนของสีหรือวัสดุภายในห้องอาจจะมีสีโทนเขียว (อันนี้ขอให้ท่านศึกษาเพิ่มเติมเรื่องวงจรสีนะครับ) เช่น เขียวเข้ม เหลือง และเขียวอ่อน ส่วนเรื่องวัสดุก็มาพิจารณาพื้นผิวอีกครั้งว่า สีเขียวของเรานั้นมันมีพื้นผิวอย่างไร ผิวเรียบทั้งหมดจะน่าเบื่อหรือไม่อาจจะมีสีหนึ่งที่มีพื้นผิวขรุขระก็ได้

ขัดแย้ง (Contrast) คือเลือกโทนสีที่มีความต่างทางความรู้สึกกัน เช่น เขียวกับแดง โดยถ้าอยากเพิ่มสีอีกก็แตกสีออกไปขึ้นอยู่กับว่าให้ไปทางโทนสีใด ถ้าอยากให้ห้องรู้สึกสนุก กระฉับกระเฉงมากขึ้นก็อาจจะแตกไปทางแดง เช่น เขียว แดง ส้ม เป็นต้น


สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน
การใช้โทนสีกลมกลืน(Harmony)ในการตกแต่งภายใน โดยใช้โทนสีเขียวเป็นหลัก

สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน
การใช้โทนสีขัดแย้ง (Contrast) ในการตกแต่งภายใน โดยใช้โทนสีเขียวเป็นหลักตัดกับสีแดง

การพิจารณาว่าจะเลือกใช้หลักการใดระหว่าง กลมกลืน (Harmony) หรือ ขัดแย้ง (Contrast) ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพื้นที่นั้นว่าจะให้สงบ เย็นๆ ชิลๆ หรือ ร้อนๆ คึกคัก ขอยกตัวอย่างให้เห็นดังนี้ เช่น หากท่านไปวัดๆหนึ่งในวันพระ ทางวัดขอความร่วมมือให้ใส่ชุดสุภาพ และโดยส่วนใหญ่ผู้คนก็มักใส่ชุดสีขาวหรือสีอ่อนๆไป เมื่อไปรวมกันเยอะๆโทนสีโดยรวมก็จะเป็นสีขาว อันเป็นสีแห่งความสงบร่วมเย็น อาจจะมีบางคนที่เสื้อผ้าเก่าสีหม่นไปบ้างไม่ขาวแล้ว ใกล้เป็นครีมหรือเทา (Ha Ha!) ก็ยังถือว่าเป็นโทนเดียวกัน แต่หากถ้าแต่ละคนไม่เชื่อทางวัดเลย บางคนแดง บางคนเขียว บางคนเหลือง งานบุญวันนั้นอาจจะเป็นงานที่สนุกสนาน วุ่นวาย กลายงานparty ก็เป็นได้ เช่นเดียวกับบ้านหรือห้องของเราว่าท่านต้องการให้งานออกแบบภายในของเราไปในอารมณ์ใด ทีนี้เมื่อรู้หลักการแล้วจะใช้สัดส่วนสีเท่าไหร่เรามาดูกัน

การให้สัดส่วนของสีหรือวัสดุนั้นไม่อาจวัดได้100% ซะทีเดียว เพราะคงไม่มีใครใช้หลักการทางคณิตศาสตร์มานั่งคำนวณ การให้สัดส่วนในที่นี้คือพิจารณาเอาคร่าวๆ จากปริมาตรภายในของห้องที่ออกแบบภายใน ทั้ง พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆภายในห้อง ถ้าละเอียดหน่อยอาจพิจารณาวิวภายนอกที่เห็นจากหน้าต่างด้วย (อันนี้อาจจะไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ แต่ถ้าทำได้ก็ทำ) โดยสัดส่วนที่แนะนำและส่งผลอย่างไรมีดังนี้


  • 20-80 อันนี้ค่อนข้างออกไปทางกลมกลืนมากๆ โดยสีที่มีสัดส่วน 80เปอร์เซ็นจะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกหลักเลย ออกไปทาง minimal style โดยหากท่านเลือกใช้โทนสีกลมกลืน(Harmony) ไปในโทนเดียวกัน ห้องนี้จะให้ความรู้สึกสงบ นิ่ง หรือแม้หากท่านเลือกใช้โทนสีขัดแย้ง (Contrast) ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความวุ่นวายมากเท่าไหร่ เพราะเป็นสัดส่วนที่น้อยเกินกว่าจะมีน้ำหนักสู้


สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน
การใช้สัดส่วน20-80 โดยสีเหลืองเป็นหลัก และมีสีกลมกลืนคือสีเขียวประมาณ 20%

สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน
การใช้สัดส่วน20-80 ใช้สีเหลืองเป็นหลัก และใช้สีขัดแย้ง(สีม่วง)ประมาณ 20%

  • 30-70 อันนี้เป็นสัดส่วนที่เราใช้ในการออกแบบภายในมากที่สุด เพราะให้ค่าที่เหมาะสมและใช้เน้นจุดที่สนใจได้ด้วย เช่น 70% เป็นสีหลักทั่วไป และอีก 30% เป็นสีที่ต้องการเน้นจุดที่สนใจ หรือถ้าไม่อยู่ในตำแหน่งที่เน้นก็ไม่เป็นไร เพราะจะทำให้ห้องไม่น่าเบื่อเกินไป หากเป็นโทนสีขัดแย้ง (Contrast) ก็กำลังดีไม่วุ่นวายเกินไป

  • 40-60 สัดส่วนนี้เป็นสัดส่วนที่เหมาะกับการใช้โทนสีแบบขัดแย้ง (Contrast) เพราะมีความต่างกันเกือบจะเท่าๆกัน เหมาะกับห้องหรือสถานที่ที่ต้องการความเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง เช่น สวนสนุก ห้องทำกิจกรรมเด็ก ร้านอาหารfast food แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่หรือห้องที่นิ่งๆอยู่นานๆ เพราะมันวุ่นวายเกินไป ถึงแม้จะเลือกใช้โทนสีแบบกลมกลืน (Harmony) ก็ตาม

  • 50-50 สัดส่วนนี้ไม่แนะนำสำหรับการออกแบบภายใน(แต่ถ้าใครจะเอาไปตัดเสื้อก็ไม่เป็นไร) เนื่องจากว่ามันเท่ากันเกินไป ไม่รู้ฝั่งไหนหลักฝั่งในรอง ทางจิตวิทยาการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในแล้วสัดส่วนเท่ากันแบบนี้ทำให้ไม่มีสมาธิ ไม่นิ่ง และสับสน


สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน

สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน


สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน

อีกประเด็นหนึ่งเมื่อเลือกสัดส่วนสีได้แล้วก็อย่าลืมพิจารณาพิ้นผิวของวัสดุนั้นโดยใช้หลักการเดียวกันในเรื่องสัดส่วน เช่น ถ้าในห้องนั้นเรียบไปหมดก็อาจจะดูเลี่ยนไป อาจจะมีวัสดุแบบเรียบซัก 70% และมีซัก 30% ที่เป็นวัสดุพื้นผิวขรุขระได้ เช่น ผนังทาสีสีขาวเรียบ แต่มีบางส่วนเป็นกระเบื้องสีขาวในส่วนน้อยก็ได้ โดยหลักการเลือกพื้นผิวของวัสดุให้พิจารณาดังนี้


พื้นผิววัสดุเรียบเนียน/ด้าน ให้ความรู้สึกกลางๆ ทั่วไป เช่น ผนังทาสี แผ่นพลาสติกลามิเนตสี

พื้นผิวขรุขระ ให้ความรู้สึกแข็ง ดิบเช่น หิน อิฐ กระเบื้องแผ่นเล็กๆรอยต่อมากๆ

พื้นผิวมันวาว ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ทันสมัย รวดเร็ว กระฉับกระเฉง เช่น สีพ่นวาว แผ่นสแตนเลส หรือโลหะ

พื้นผิวนุ่นมนวล ให้ความรู้สึกนุ่น ช้า เนิบ ผ่อนคลาย เช่น ผ้า พรม เป็นต้น


สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน
การออกแบบวัสดุพื้นผิวที่ผ่านการพิจารณาสัดส่วนของสี โดยสีเหลือง 70% และสีม่วง 30%

โดยการเลือกใช้พื้นผิวแต่ละประเภทก็ให้สัดส่วนพิจารณาตามอารมณ์ของห้อง เช่น ห้องนอนก็ควรเลือกพื้นผิวที่นุ่มนวล เรียบ ให้มากกว่าพื้นผิวขรุขระหรือมันวาวตามหลักการสัดส่วน เพราะห้องนอนจะได้รู้สึกสงบ พักผ่อน


จากหลักการการให้สัดส่วนดังกล่าวท่านจะเห็นว่ามันมีประโยชน์มากกับการนำไปปรับใช้ในการออกแบบภายในเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นๆตามความตั้งใจไว้ และถึงแม้ท่านจะมีสีในดวงใจที่ท่านชอบถึงแม้ว่ามันจะรุนแรงซักเพียงใดก็ตาม เมื่อท่านรู้จักการใช้สัดส่วนและโทนสีประกอบอย่างเหมาะสมสีที่รุนแรงนั้นก็จะอยู่กับท่านได้อย่างสบายๆ เราหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับท่านผู้ที่ได้อ่านในการไปปรับใช้กับบ้านหรือสถานที่ของท่าน เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบต่อไป สุดท้ายนี้ขอฝากเกร็ดเล็กน้อยอีกซักนิดในส่วนท้าย (Tip)เพื่อเสริมหลักการการเลือกสัดส่วนของสีและวัสดุ เพื่อเป็นแนวทางต่อไป ขอบพระคุณผู้อ่านทุกคนเป็นอย่างสูงครับ สวัสดี


Tip

  1. หากท่านเลือกใช้สัดส่วนของสีที่ขัดแย้งกัน (Contrast) ท่านไม่จำเป็นต้องใช้สีที่ตรงข้ามกันตรงๆ เช่น สีเขียว-แดง เพราะมันอาจจะรุนแรงเกินไป อาจจะลดสีใดสีหนึ่งลง เช่น สีเขียว-แดงน้ำตาล, เขียวอมเหลือง-แดง หรือ เขียว-แดงอ่อน เป็นต้น

  2. การเลือกสีมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก โดยสีแบ่งเป็นสีโทนเย็น และโทนร้อน โดยพิจารณาก่อนการเลือกสัดส่วน

  3. ในพื้นที่หนึ่ง ไม่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะสีที่เลือก ยังมีสีกลางๆ ที่คอยช่วยอยู่ เช่น สีขาว สีเทา หรือสีดำ ซึ่งอาจจะใช้สีกลางยืนพื้นแล้วค่อยไปเลือกสีอื่นๆมาเพิ่มตามสัดส่วนได้

  4. มีโทนสีหนึ่งที่เรียกว่า Neutral คือ โทนสีกลางเช่น เทากลางๆ ขาว ดำ ถ้าท่านเลือกโทนสีนี้เป็นหลักก่อนก็จะทำให้ห้องมีความรู้สึกกลางๆ สากล แล้วค่อยเลือกของที่มีสีอื่นๆตามใส่ไปทีหลังได้


สัดส่วนการปริมาณการใช้สีหรือวัสดุในงานออกแบบตกแต่งภายใน
การเลือกใช้โทนสีกลางๆ(Neutral) ให้กับห้อง เช่น สีขาว เทา แล้วค่อยเติมสีสันอื่นๆ เข้าไปในปริมาณน้อย