เรื่องช่าง! ช่างมันฉันไม่แคร์(ไม่ได้) ตอนที่1/2

By Pilaster Studio Design

  • ช่างก่อสร้าง-ผู้รับเหมา-ช่างแบบ-สถาปนิก และอีกหลายช่าง คงมีหลายคนโดยเฉพาะคนที่ไม่เคยคบกับช่าง คงสับสนและแยกไม่ออกในการที่จะสร้าง หรือตกแต่งต่อเติมงานบ้าน อาคารต่างๆ และก็คงมีอีกหลายคนปวดหัวในการเริ่มเลือกช่างมาทำงานให้ โดยถ้าหากงานไม่ออกมาได้ดังใจ ก็อาจจะปวดหัวหนักไปอีก ถึงขั้นทนอยู่ในอาคารนั้นอย่างจำยอมไปจนชั่วลูกชั่วหลานเลยก็มี บทความนี้จึงนำประเด็นที่เกี่ยวกับช่าง มาเพิ่มความเข้าใจเพื่อลดความเจ็บปวดลง (555.) หรืออาจจะไม่เจ็บปวดเลยก็เป็นได้.. ออกตัวก่อนว่าผู้เขียนเองก็ไม่ได้เก่ง เก๋าอะไรหนักหนาในเรื่องนี้ เนื้อหาไม่มีเจตนากล่าวหา หรือลำเอียงเข้าข้างใคร เพราะผู้เขียนเองก็มีความผิดพลาดอยู่หลายครั้ง การเขียนเรื่องนี้เขียนด้วยความเคารพในวิชาชีพของทุกฝ่ายๆ ข้อมูลและความคิดเห็นที่เขียนลงไปนั้นเกิดจากประสปการณ์ที่เคยพบเจอ และเกิดการเรียนรู้วิเคราะห์จากความผิดพลาดของตัวเองนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ และเพื่อเป็นประโชยน์กับบุคคลอื่นๆต่อไป

แต่เริ่มเดิมทีในสมัยก่อนหน้านี้(นานมาแล้วตั้งแต่ผู้เขียนยังไม่เกิด) ผู้ที่ทำการสร้างบ้าน สร้างอาคารหรือตกแต่งสถานที่ต่างๆ เราจะเรียกว่าช่าง หรือนายช่าง(ถ้าหากมีความสามารถสูงกว่าช่างทั่วไป)..ช่างผู้นั้นจะเป็นทุกอย่างของงาน เป็นทั้งสถาปนิก วิศวกร ศิลปิน เป็นนายช่าง เป็นผู้ที่มีความรู้ทางงานศิลปะ ทางการก่อสร้าง มีความสร้างสรรค์ เข้าในสภาพแวดล้อมรอบๆตัว ยกตัวอย่าง ครูช่างผู้ยิ่งใหญ่ของไทยเราเช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์(ภาพบุคคลทางซ้าย) ที่ท่านมีพระปรีชาสามารถ ได้รับการยกย่องอย่างสูง ผลงานของท่านเช่น การออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถวัดเบจมบพิตร, พระโกศพระบรมอัฐิและพระวิมานทองคำลงยาราชาวดีสำหรับประดิษฐานพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และผลงานอื่นๆที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถอีกมากมาย หรือหากยกตัวอย่างในต่างประเทศ ก็อย่างเช่น เต่านินจาทั้ง4 (เอ้ย!ไม่ใช่เรื่องเต่านินจาได้นำมาชื่อมาใช้เฉยๆ) เช่น ไมเคิล แองเจลโล(ภาพบุคคลกลาง), ราฟาเอล หรือแม้กระทั่ง เลโอนาร์โด ดาวิน ชี(ภาพบุคคลทางขวา)(ไม่แน่ใจว่าท่านผู้นี้มีชื่อรวมอยู่ในขบวนการเต่านินจาหรือเปล่า) เป็นต้น ท่านเหล่านี้เป็นนายช่างที่มีความสร้างสรรค์ ทั้งทางศิลปะ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กลศาสตร์ ฯลฯ ในการที่จะผลิตงาน ออกมา ไม่ได้แยกว่าท่านจะเป็น ศิลปิน ช่างปูน ช่างไฟ ใดๆทั้งสิ้น

ภาพครูช่าง(Master) ผู้มีชื่อเสียงในอดีต

ภาพประกอบจากซ้ายไปขวา

ซ้าย: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ที่มาภาพhttps://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_เจ้าฟ้าจิตรเจริญ_กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

กลาง: ไมเคิล แองเจโล ที่มาภาพ http://who-in-the-world-piyarith.blogspot.com/2016/04/michelangelo-1475-1564.html

ขวา: ลีโอนาร์โด ดา วินซี ที่มาภาพhttps://storyhis.wordpress.com/2015/01/27/ลีโอนาร์โด-ดา-วินชี/

   งานช่างสมัยโบราณไม่มีโรงเรียนสอน ใช้การถ่ายทอดกันจากการเป็นลูกศิษย์ติดตาม จากวิธีครูพักลักจำ และเติมความสร้างสรรค์เฉพาะตัวลงไป พัฒนาต่อยอดเป็นสกุล เราจึงเห็นการเรียกชื่อรูปแบบงาน เช่น ช่างสกุลเพชร(เพชรบุรี) เป็นต้น และก็มีการสืบต่อกันต่อมาเรื่อยๆตามแบบฉบับของตัวเองตามสภาพแวดล้อม หรือถิ่นที่อยู่อาศัย หากใครจะสร้างบ้านสักหลังก็ให้จ้างช่างนู้น ช่างนี้ (แล้วแต่ชื่อเสียงและผลงาน) ช่างสมัยก่อนจึงขึ้นชื่อเรื่องความปราณีต สวยงาม มีความชำนาญการ(ชอบคำนี้จริงๆเจอบ่อยๆ) เพราะเค้าฝึกมาเพื่อทำงานอย่างนี้จริงๆ………………………………แล้วสมัยนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้น! หลายๆคนบ่น เหตุเกิดเพราะอะไร ทำไมขัดใจจริงๆ แค่ปูกระเบื้องก็ไม่เนี้ยบแล้ว…มันมีหลายปัจจัยครับ แต่ปัจจัยหลักก็คือการล่มสลายของการสืบต่องาน และความอินของการเป็นช่าง ซึ่งมีที่มาคร่าวๆ ดังนี้

1. รูปแบบอาคาร/วัสดุ/เทคนิควิธีที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ยกตัวอย่างเช่น ช่างสมัยก่อนเก่งก็จริง แต่งานในสมัยก่อนที่จะใช้ นายช่างมีแค่ไม่กี่ประเภทเองครับ เช่น บ้าน วัด(ศาสนสถาน) วัง(ที่อยู่เจ้านาย) สร้างกี่ครั้งมันก็ยังมีวิธีออกแบบคล้ายๆเดิม (อาจเพิ่มเติมได้ตามปัจจัย)คือเป็นจารีตประเพณี(Traditional Style) และการออกแบบก่อสร้างขึ้นอยู่กับวัสดุและเทคนิควิธี ที่มี เช่น ไม้ หิน ปูน (เราออกแบบล้อตามขีดจำกัดของวัสดุ เช่นความกว้าง(Span) ความสูงฯลฯ) รองรับผู้คนไม่เยอะ แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมซับซ้อนขึ้น มีอาคารใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น สนามบิน โรงแรม โรงพยาล สถานบันเทิง ร้านอาหารหรืออาคารสาธารณะที่รวมหลายๆกิจกรรมเข้าไว้ (Multi-Function) มันต้องคิดเยอะครับ แค่ช่างลักษณะเดิมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จึงเกิดสายช่างแบบใหม่เข้ามา คือ ช่างออกแบบ (Designer)ที่ต้องเรียนรู้ทั้งทางศิลปะ จิตวิทยาการใช้อาคาร วิศวกรรม และอีกหลายแขนงที่ต้องมารวมกัน) ต้องคิดบูรณาการการออกแบบตามพฤติกรรมการใช้อาคารที่เปลี่ยนแปลงไป และซับซ้อนขึ้นอีกอย่างคือ เกิดวัสดุแบบใหม่เข้ามาเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้ เช่น เหล็ก กระจก ฯลฯ (การปฏิวัติอุตสาหกรรม/ยุคสมัย Modern) ที่ขีดจำกัดของการก่อสร้างมันเปลี่ยนไป สร้างอาคารได้กว้างใหญ่ขึ้น แสงผ่านได้ มองทะลุ(กระจก) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป ช่างบางคนปรับตัวไม่ทันก็สูญหายไป ยกตัวอย่างนะครับ เช่นบ้านเราตอนนี้ใช้หน้าต่างอลูมิเนียม การก่อสร้างบ้านเปลี่ยนไปก่อเกิดช่างอลูมิเนียมเข้ามา ช่างประจำหมู่บ้านที่เคยใช้ประจำก็ทำไม่เป็น ก็ไม่ทำ ต้องไปจ้างร้านอลูมิเนียมมาทำ ทำให้รายละเอียด ภูมิปัญญาหน้าต่างไม้แบบเก่าสูญหายไป (ซึ่งจริงๆช่างอลูมิเนียมก็ไม่ได้สืบมาจากสกุลช่างไหนหรอก ก็ทำตาม spec จากโรงงานนั่นแหละ แต่ก็ต้องมีความเป็นช่างนะ ไม่งั้นก็เละเหมือนกัน) เกิดสกุลช่างอลูมิเนียมเข้ามา..55

2. ระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไป…เมื่อสังคมเปลี่ยนไปตามข้อ1 โลกพัฒนาขึ้น บ้านเมืองก็ต้องสร้างช่างมาพัฒนาตาม เราเลยต้องเปิดโรงเรียนสอนตามแบบสมัยใหม่ เกิดโรงเรียนช่างก่อสร้าง โรงเรียนออกแบบ(เช่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยทั่วๆไป) เน้นการเรียนตามแบบตะวันตก เรียนแค่4-5ปี(ปริญญาตรี) และเรียนเพื่อมาเป็นช่างออกแบบ ในขณะที่ เมื่อก่อนช่างเรียนกันตลอดชีวิต ในขณะที่เรียนออกแบบนั้นก็มีประเด็นให้ศึกษามากมายในเรื่องของประเด็นที่นำมาคิดเพื่อใช้ในการ ออกแบบ เช่น พฤติกรรม จิตวิทยา กฏหมาย ศิลปะ งานระบบ และการก่อสร้าง แต่วิชาที่เรียนเกี่ยวกับเทคนิคการก่อสร้างอาจ จะเรียนแค่ 4 ตัว(ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเค้าเรียนมาเพื่อออกแบบ เรียนเพื่อให้นำแนวคิด เทคนิคที่ใช้ก่อสร้างมาออกแบบให้ สอดคล้องกับคน และยังมีวิชาอื่นๆอีกซึ่ง5 ปีมันไม่พอ ต้องมาเรียนรู้ต่อข้างนอก) การเรียนออกแบบนี้เรียนมาเพื่อทำแบบให้ช่าง นำไปก่อสร้างต่อตามการประมวลผล และสรุปผลของกระบวนการความคิด ความรู้ของตนเอง(ตอนนี้ความเป็นช่างก่อสร้างเริ่ม หายไปแล้ว) แล้วช่างล่ะ! เขียนแบบเสร็จแล้วเอาไปให้ใครทำ ก็นักเรียนที่เรียนสายช่างเค้าก็อยากเป็นช่างออกแบบและ มีวุฒิปริญญาตรีเหมือนกัน (***หมายเหตุ-คณะสถาปัตย์รับเด็กจากสายสามัญ(ม.ปลาย)เข้ามาเรียน4-5ปีจบแล้วได้ วุฒิปริญญาตรี ส่วนนักเรียนสายอาชีวะ(ปวช.-ปวส.)เรียนปวช. 3ปี และต่อปวส.หรือปริญญาตรีรวมอีก 4ปี ที่เรียนช่างก่อสร้าง มันสุดแค่นั้นถ้าจะไปต่อปริญญาตรีก็ต้องไปเข้าคณะสถาปัตย์ต่อ ซึ่งไปเน้นเรียนออกแบบ) เพราะฉนั้นช่างที่มีความรู้ความ ชำนาญจริงๆ เพื่อที่จะมาตอบสนองงานก่อสร้าง หรืองานช่างที่มีมาตรฐาน ต่อยอดฝีมือและความชำนาญมันไม่มี มันมีแต่ นักออกแบบ เรื่องนี้รัฐต้องสนับสนุน(ก็เห็นกระตุ้นอยู่) ไม่ใช่แค่ปวช.3ปี แต่เรียนสายช่างแล้วทำไงให้เป็นปริญญาตรีในแบบ ช่าง และได้รับการยกย่องในเครดิตวิชาชีพไม่ต่างกัน (เหมือนเมืองนอกมั้ง!) ………….อ้าว ก็เห็นช่างเต็มไปหมดที่ site งานนั่นไม่ใช่เหรอ…………..ใช่ครับ อันนั้นก็ช่างเหมือนกัน แต่ส่วนหนึ่งคือคนงานที่ไม่ได้อยากเป็นช่าง มาทำงานเลี้ยงชีพคั่นเวลาและมาจากภาคเกษตรกรรม ยอมรับว่าบางท่านก็มีฝีมือพอตัวจากการฝึกมา(เพราะคนไทยเรามีความ เป็นช่างอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว) แต่อีกส่วนนึงก็ไม่ใช่ ว่างจากนาก็มาทำงาน ความอินในงานมันไม่เหมือนกับช่างที่อยากเป็นช่าง จริงๆ พอมันไม่อินมันก็ไม่ปราณีต ทำตามนายสั่ง และอ่านแบบไม่เป็น(ถ้านายยิ่งไม่อินไม่มาอธิบายแบบอีก นี่ยิ่งไปกันใหญ่) แต่ประเด็นสำคัญๆจริงๆๆๆๆๆๆคือ ช่างเก่าๆหายไป เพราะมันโดนระบบกลืน เพราะไม่ให้ความสำคัญการสืบต่อเทคนิคและฝีมือ มันไม่มี……….มันก็คล้ายๆกับดนตรี และนาฏศิลป์ไทยเหมือนกันเนอะ เออ….(หรือเปล่า)

3. ขาดการเชื่อมโยงเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผู้ออกแบบถือว่าตนเป็นคนคิดเป็นคนออกแบบ ตนเองนั้นเรียนมาตั้ง5ปี (แต่เรียนด้านช่างมาน้อยมาก)ก็ยึดถือตามแบบของตนเอง ช่างก่อสร้าง (ซึ่งช่างฝีมือแท้ก็แทบไม่มีแล้ว) ก็ทำตามแบบโดยไม่ได้ สนใจว่าทางเทคนิคแล้วมันจะดีหรือไม่ ประเด็นนี้เราจะพบเจอในกรณีนักออกแบบพึ่งจบใหม่กับนายช่างผู้ชำนาญการ(และชำนาญ เกม) ซึ่งในทางธรรมแล้วต้องช่วยเหลือหารือแบ่งปันความรู้และยอมรับกัน ถึงจะเกิดปัญญา..หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอีโก็สูงงานนั้น อาจเละเทะเป็นได้ เช่น ถ้าช่างบอกว่าทำตามแบบอย่างนี้มันอาจไม่ดีนานๆไปอาจมีปัญหาได้(เช่น น้ำรั่ว) นักออกแบบก็ควรฟัง และงานต่อๆไปก็นำไปปรับใช้(เพราะถ้ามาจากประสปการณ์ของช่างจริงๆไม่ใช่เอาง่ายเข้าว่าก็ควรฟัง) ส่วนช่างเองก็ต้องทำตาม แบบให้ได้ที่สุดก่อน ไม่ใช่ยืนยันทำตามวิธีตนเองเพราะงานนั้นอาจสูญเสียรายละเอียดทางด้านการออกแบบที่คิดมาแล้ว และมีเหตุผลที่เค้าเขียนแบบมา ทั้งด้านจิตวิทยา ความงาม การใช้สอย ซึ่งผู้ออกแบบก็คิดมามากพอสมควรเหมือนกัน จากที่พูดว่าทั้งหมด จะเห็นว่าในปัจจุบันงานออกแบบก่อสร้างมันซับซ้อนขึ้น มีหลายๆฝ่ายมาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทำให้ความเป็น ช่างในนามธรรม เช่น ความปราณีตสวยงาม ความเรียบร้อย ความชำนาญ ความรับผิดชอบและวิญญาณช่างมันได้หายไป(ตามที่ ผู้เขียนได้บอกไว้..หรือเปล่าไม่แน่ใจ) เปลี่ยนระบบเป็นผู้คิดและผู้ทำ แล้วควรทำอย่างไร ไม่ต้องทำอย่างไรครับ เพราะไม่ได้ บอกว่าระบบปัจจุบันนั้นมันไม่ดี มันดีครับเพราะมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามสภาวะโลกเปลี่ยนไป มันจึงเป็นระบบที่เหมาะสม ด้วยตัวเอง เพียงแต่ผู้ที่ทำงานด้านใดก็ควรศึกษาพัฒนาตนเอง ในด้านนั้นๆอย่าหยุดเรียน

ผู้คิด(นักออกแบบ/ช่างแบบ) ก็ควรศึกษางานที่ดีทั้งแบบเก่าและใหม่ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อคิดแบบที่ดีสอดคล้องกับ การใช้งาน หรืออยู่อาศัยให้มากที่สุด ในทางการก่อสร้างก็ควรศึกษาจากช่างที่เก่งเวลาไปดูงาน เพื่อนำมาเพิ่มพูนทักษะการออก แบบให้ดียิ่งขึ้น หากคิดมาดีแล้ว ถึงแม้มันจะทำยากแล้วช่างบอกว่าทำไม่ได้ ก็อย่าพึ่งยอมแพ้ควรหาวิธีทำให้ได้แล้วไปบอกกับช่าง อย่าปล่อยวางและเลิกคิดสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนึกว่าทำไปช่างก็ไม่ทำตาม ยาก เลยออกแบบง่ายๆโดยไม่ได้สร้างสิ่งที่ดีใหม่ๆเลย ถ้าเป็นอย่างนี้วิญญาณช่างจะสูญไป และงานดีๆก็จะหายไป

ผู้ทำ (ผู้รับเหมา/ช่าง/ช่างก่อสร้าง/ช่างไฟ/ช่างไม้ ฯลฯ) ก็ควรพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่ทำ อันไหนดีอันไหนไม่ดี อย่าคิดแต่ จะทำง่ายๆตามที่เคยทำมา เมื่อเจอเทคนิคแบบใหม่ก็ควรเก็บเอาไปต่อยอด อันไหนไม่ดีก็เลิกทำ สร้างชื่อ สร้างฝีมือให้เป็นที่ ยอมรับ สร้างมูลค่าตนเอง และสร้างศิษย์โดยการสอนให้กับช่างรุ่นใหม่ๆที่เข้ามา ขอยกตัวอย่างงานเล็กๆชิ้นนึงนะครับ เช่น เคานเตอร์ครัว สมมติว่าเราได้จ้างนักออกแบบภายในมาท่านนึง มาออกแบบครัวให้เราซึ่งบ้านเราอยู่ในที่ห่างไกลมากๆ ไม่มี Home pro/บุญถาวร หรือร้านวัสดุก่อสร้างใหญ่ๆเลย และเราได้จ้างช่างแถวๆบ้าน มาท่านนึงเพื่อมาต่อเติมครัวให้ และเราต้องการ ครัวปูนเพราะคงทนและกลัวปลวก เราจะได้กรณีสมมติประมาณนี้

รูปตัด(Section) เคาน์เตอร์ปูนแบบต่างๆ
- แบบที่1 ถ้าช่างทำเองโดยไม่มีแบบที่ละเอียดพอ โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่ช่างเฟอร์นิเจอร์ เป็นช่างปูนหรือช่างอะไรที่เราก็ไม่รู้ 
เพราะรู้แค่เค้าเป็นช่างรับเหมาต่อเติม ช่างอาจทำแบบที่ง่ายและสะดวกต่อการทำงาน คือหล่อปูนหนา ใช้กระเบื้องกรุและไม่เผื่อ
ทั้งระยะtop ที่ยื่นจมูก และไม่มีการร่นฐานเผื่อบานตู้หรือไม่มีฐานเลย แบบนี้ตอนใช้งานจริงน้ำจากการล้างจานอาจจะไหลย้อย
ลงมาที่บานตู้ และที่พื้นได้ หากติดมือจับก็จะยื่นออกมาเกะกะ เวลาถูพื้นก็จะโดนบานตู้ และถ้ามีฐานแต่เท่ากันกับบานเวลายืนนาน
ๆก็จะเมื่อยปวดหลังได้ 
- แบบที่2 ถ้านักออกแบบออกแบบโดยไม่ได้สนใจช่างเลย เพราะคิดว่าช่างทุกคนต้องทำตามแบบได้อยู่
แล้ว โดยออกแบบtop เคาน์เตอร์ปูนให้บางแล้ววางหินสังเคราะห์ลงไปเป็น top ในเวลาสร้างจริงและไม่เข้ามาดูเลย กลับมา
อีกทีจะพบว่า top เคาน์เตอร์ของท่านนั้นได้หนาเตอะ และกลายเป็นกระเบื้องตามแบบที่1 ไปแล้ว เพราะช่างไม่รู้หรือไม่อยากที่
จะไปหาหินสังเคราะห์นั้น เพราะการเตรียมงานก็ยาก 	แถมยังต้องเจาะเพื่อฝังอ่างล้างจานอีก ซึ่งต้องการช่างที่มีฝีมือพอสมควร
เลยที่เดียว 
- แบบที่ 3 ทั้งสองคนได้ศึกษาซึ่งกันและกัน นักออกแบบก็จะรู้ว่างานในท้องถิ่นแบบนี้จะใช้เทคนิคหรือรายละเอียดแบบนี้ไม่ดี
เท่าไหร่นัก การเขียนแบบอาจต้องทำให้ทุกคนเข้าใจง่ายกว่านี้ ช่างเองก็พยายามทำความเข้าใจกับแบบและพยายามทำตามแบบ
ให้ได้ก่อนค่อยคิดเอง ท่านก็จะได้เคาน์เตอร์ครัวที่สร้างได้จริง และใช้งานได้ดี 
  • ถ้าผู้เกี่ยวข้องในโลกใหม่นี้เป็นอย่างนี้ ศรัทธาและรักงานทุกอย่างจะไปต่อได้อย่างดี ไม่สูญหาย เจ้าของงานจะได้งานดีๆทั้งจากผู้คิดและผู้ทำ ถ้าทุกๆคนมีธรรม (และลงมือทำ) แต่เออ แล้วเจ้าของบ้านล่ะ! จะทำ(ไม่ใช่ธรรม)อย่างไร ในกรณีที่งานมันซับซ้อนมากขึ้นใช้ช่างคนเดียวไม่จบ เมื่อมันมีช่าง มีคน เกี่ยวข้องหลายๆคน หลายฝ่าย ในบทความต่อไป(ตอน2) จะมาสรุปให้ฟังว่าผู้เกี่ยวข้องมีกี่แบบ จะเริ่มตรงไหน จ้างช่างอะไรถึงจะดี…โปรดติดตามครับ
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *