By: Pilaster Studio Design

….จากตอนที่แล้ว(1/2) ที่จบลงที่ว่ากันด้วยเรื่องของช่าง ทั้งทางประวัติศาสตร์ ที่มาจนถึงสถาณการณ์ทางด้านงานช่างในปัจจุบัน ตอนนี้ผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านหรือหรือตกแต่งอาคารสถานที่ใดๆ ที่จะต้องเริ่มหาช่าง หรือบุคลากรในการออกแบบก่อสร้างมาทำโครงการให้ นั้นควรจะเริ่มที่ใคร ก่อนอื่นเราเราต้องมาแยกแยะ จัดประเภทก่อนว่าในโครงการหนึ่งจะต้องมีใครบ้าง เพื่อให้เข้าใจขอบเขตการทำงาน และสามารถเลือกจ้างได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งเป็นประเภทดังนี้ครับ

1. ช่างคิด….

...........ช่างคิด คือผู้ที่เรียนวิชาการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำมาวิเคราะห์ความต้องการของเจ้าของงาน ความเหมาะสม ความเป็นจริง และสังเคราะห์ออกมาเป็นรูปธรรมอันได้แก่ 	แบบหรือเอกสารต่างๆ เพื่อให้ผู้ทำนำไปก่อสร้างให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์(product) ที่ส่งงานและเบิกเงิน คือ กระดาษ(ที่บางคนบอกว่าไม่กี่แผ่น แต่แพงจัง) อย่าลืมว่ากว่าที่เค้าจะสังเคราะห์ออกมาได้นั้นผ่านการคิด การทดลอง และต้นทุนในการทำมากมาย แต่งานที่ออกมาให้เห็นมันเป็นเอกสาร คนจึงไม่ให้ความสำคัญ บุคคลเหล่านี้เท่าไหร่ ได้แก่    1.1 สถาปนิก(Architect) แบ่งแยกออกเป็นประเภทงานได้แก่ สถาปนิกหลัก(Architect) 	 สถาปนิกภายใน/มัณฑนากร/นักออกแบบภายใน(Interior Architect/Interior Designer) ภูมิสถาปนิก(Landscape Architect) นักออกแบบกราฟิก(Graphic Designer) นักออกแบบผลิตภัณฑ์/เฟอร์นิเจอร์ (Product Designer) เป็นต้น การเลือกใช้ใครก็ใช้ให้สอดคล้องกับงาน 	จริงอยู่ที่สถาปนิกบางคนมีความสามารถทำงานข้ามสาขาได้ แต่ถ้าเลือกให้เหมาะมันก็น่าจะดี และปัจจุบันก็มีกฏหมายของสภาสถาปนิก มาควบคุมการรับงานและประเภทงานเอาไว้บ้างแล้ว (ต้องมีใบอนุญาต)   1.2 วิศวกร (Engineer) แบ่งได้เป็น วิศกรโครงสร้าง ไฟฟ้า สุขาภิบาล เครื่องกล เพื่อจะทำงานร่วมกับสถาปนิก ในการออกแบบเชิงการก่อสร้าง ความเป็นไปได้ ความปลอดภัย (ต้องมีใบอนุญาต)  1.3 ผู้เขียนแบบ (Draft Man) หรือช่างแบบ บุคลากรด้านนี้ จะนำสิ่งที่นักออกแบบคิดมาทำเป็นสิ่งอ้างอิงได้ ก็คือแบบก่อสร้างนั่นเอง แยกย่อยออกไปตามสาขา เจ้าของบ้านบางคนแยกไม่ออกนะครับว่า จ้างเขียนแบบคือจ้างออกแบบ ไม่ใช่นะครับ คนละประเด็นเลยครับ ค่าตัวก็ต่างกัน 	สิ่งสำคัญของผู้เขียนแบบ คือ ทำแบบให้ถูกต้องแม่นยำ อ่านง่าย ไม่ใช่ออกแบบให้สวยให้ดีนะครับ 	ยกเว้นบางคนที่ทำได้ เป็นนักออกแบบแต่เลือกที่จะทำแบบก็มี เจ้าของงานควรเช็คให้ดีก่อนลงมือจ้าง (ช่างแบบไม่ต้องมีใบอนุญาตนะครับ)  1.4 ผู้สร้างภาพ 3 มิติ (3D visualize/ Animator) คนนี้เป็นผู้ทำภาพสวยๆ ให้ลูกค้าเห็น โดยนำแบบ แนวคิดของนักออกแบบ โดยเฉพาะสถาปนิกมาทำ สถาปนิกบางคนก็ทำเองครับ แต่เจ้าของงานต้องพิจารณาให้ดีครับ เพราะถ้าไม่รู้จ้างเค้ามา บางคนจบแค่นี้นะครับ ความเป็นจริงก่อสร้างยังไงยังต้องมีต่อครับ  เท่าที่นึกได้ตอนนี้ มีประมาณนี้นะครับ ช่างคิดบางคนทำได้หลายอย่างพร้อมๆกัน บางงานใช้แค่สถาปนิกและวิศวกร และบางงานอาจตัองใช้ช่างคิดหลายๆ คน ถ้าว่าจ้างบริษัทช่างคิดที่มีพร้อมก็จะลดความยุ่งยาก และตกหล่นไปได้เยอะ

2. ช่างทำ….

.....ช่างทำ คือคนที่นำแบบที่ช่างคิดสร้างขึ้นมาทำเพื่อให้เกิดความจริงเกิดขึ้น ได้แก่ 2.1 ผู้รับเหมาก่อสร้าง.....บางคนเป็นช่าง บางคนเป็นวิศวกร บางคนเป็นสถาปนิก และบางคนไม่ได้เรียนมาเกี่ยวข้องก็มี และไม่ได้เป็นคนลงมือทำเองนะครับ หลักๆคือรับงานรับเงินค่าจ้างมา เพื่อนำมาวางแผนจัดการทั้ง คน ของ เงิน เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง ถ้าเค้าเรียนมาเฉพาะทางก็ดี จะได้มีความรู้ในสิ่งที่ทำ 	แต่ก็เห็นหลายๆคนไม่ได้ร่ำเรียนมา แต่ก็ทำงานออกมาได้ดี ใช้ประสปการณ์ ใช้คนใช้เงินเป็นก็มีครับ ทุกๆแบบมีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน หาข้อมูลให้ดี วิเคราะห์ แยกแยะแล้วค่อยตัดสินใจ 2.2 นายช่างรับเหมาก่อสร้าง แบบนี้คือช่างที่มีประสปการณ์ 	รับงานรับเงินเอง 2.3 ผู้ควบคุมงาน...ช่างทำแบบนี้ถ้าเป็นของผู้รับเหมา ก็จะเป็นคนที่ดูแล รับผิดชอบวางแผนการก่อสร้างหน้างานแทนผู้รับเหมา แต่ถ้าเจ้าของงานหามาเอง ก็จะอยู่ข้างเจ้าของงาน (อันนี้เรียกที่ปรึกษา 	(consult)คือ คอยตรวจงานผู้รับเหมาให้เราอีกที หรือถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นบุคคลนี้จะเป็นคนคอยประสาน 	หาทางออก ให้กับทุกๆฝ่ายๆ ผู้ควบคุมงานอาจเป็นวิศวกร หรือสถาปนิกก็ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนคุมงานมากกว่าออกแบบ) 2.4 หัวหน้าช่าง/Foreman เป็นช่างที่คอยตรวจสอบ ลงรายละเอียดให้กับช่างในการก่อสร้างงานแต่ละประเภท ถ้าบริษัทมาตรฐานหน่อยเวลาไป site งานก็จะมีช่างประเภทนี้ให้คอยถาม และมีคำตอบ....บางงานถ้าไม่มีไปถึงไม่รู้จะคุยกับใครก็มี2.5 ช่าง...(ต่างๆนานา) แบ่งไปตามประเภทงานครับ ความชำนาญต่างกันนะครับ 	ช่างไม้ ช่างปูน ช่างกระเบื้อง ช่างไฟ ช่างฝ้า ช่างสี ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างพิมพ์ ฯลฯ หากจะว่าจ้างช่างไปรับงานควรหลอกถามให้ดีว่าหลักๆแล้วมาจากสายไหน เพราะรายละเอียดมันต่างกันมากนะครับ (จ้างช่างมาต่อเติมครัว แต่โดยพื้นฐานเป็นช่างไฟ ถึงแม้จะทำงานได้แต่ก็เสียวเหมือนกันนะครับ ถ้างานนั้นรายละเอียดมันมาก)    2.6 คนงาน/กรรมกร..........ท่านเหล่านี้บางคนไม่ได้เป็นช่างนะครับ ใช้แรงงานเป็นหลัก เช่น 	ถมทราย ผสมปูน(ตามสูตร)ทาสีรองพื้น...แต่บางคนเก็บเกี่ยวประสปการณ์บวกใจรัก 	ก็อาจจะเป็นช่างต่อไปได้  

3. ช่างคิดและช่างทำ

 .......อันนี้เป็นประเภทพิเศษนะครับ คือ บริษัทประเภทนี้จะทั้งคิดและทำ คือออกแบบ ก่อสร้างครบวงจรเลย (Design& build/ Turnkey) ข้อดีคือสะดวก ง่าย ครบวงจร ข้อเสียก็มีเหมือนกัน แต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ..ภาพประกอบช่างประเภทต่างๆ ต้องขออนุญาตบุคคลที่เห็นหน้าไปภาพด้วยนะครับ

ช่างปูนเทงานโครงสร้าง ช่วงนี้ไม่ต้องการช่างฝีมือเท่าไหร่ เน้นใช้แรงงานจำนวนมาก แต่ต้องมีผู้ควบคุมงานอย่างละเอียด

ช่างฉาบ ช่างฉาบปุนนี่ต้องเป็นช่างฝีมือ มีศิลปะ เข้าใจธรรมชาติของปูน สังเกตุช่วงนี้จำนวนช่างจะลดลง เพราะเริ่มใช้งานฝีมือมากขึ้น

ภาพนี้อาจเป็นนักออกแบบ/ผู้รับเหมา หรือคนคุมงาน ที่ต้องใช้แบบเป็นเอกสารอ้างอิงในการทำงาน เพื่อให้งานที่นักออกแบบคิดไว้ทำออกมาให้เกิดผลที่สุด

ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างประเภทนี้ทำงานละเอียดอ่อนมาก ระยะผิดเพี้ยนเป็นหน่วยมม.

ช่างสี พระเอกตอนจบ…ช่างสีเก่งมีชัยไปกว่าครึ่งครับ
……………ที่นี้จะเริ่มต้นตรงไหน มันก็ขึ้นอยู่กับงานนะครับ บางงานไม่ซับซ้อน ก็อาจจะจ้างช่างได้เลย แต่ก็ต้องเลือกจ้างช่างทีมีฝีมือและรับผิดชอบหน่อยนะ เช่น ต่อเติมห้อง ปรับปรุงห้องน้ำ เป็นต้น แต่ถ้างานซับซ้อน ต้องมีการวางแผน เช่น บ้านซักหลัง(จริงๆ ต้องขออนุญาตก่อสร้างก็ต้องจ้างสถาปนิกอยู่แล้ว) หรือต่อให้ไม่ต้องขออนุญาตกับทางราชการ แต่ต้องการความพิเศษ สอดคล้องกับฤติกรรมการใช้งาน มีเอกลักษณ์ หรือมีระบบชัดเจน ก็ควรเป็นไปตามข้อๆที่ผู้เขียนได้กล่าวไป คือจ้างนักคิดก่อนเพื่อมาทำตามความต้องการของเราให้ตรงใจที่สุดก่อนสร้าง และเมื่อมีแบบแผนต่างๆก็จะง่ายขึ้น ทั้งแนวทาง งบประมาณ ไม่ต้องทำไปคิดไป หรือทำไปจ่ายไปจะอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ บางงานที่ใหญ่หน่อยอาจจะต้องจ้างผู้ควบคุมงาน หรือที่ปรึกษา (Consultant) ก่อนผู้ออกแบบอีก เพื่อมาตั้งโจทย์ต่างๆให้ชัดขึ้น และมาเลือกผู้ออกแบบอีกที…..ก่อนเลือกใครถามขอบเขตเค้าให้ชัดนะครับ ว่าเค้าทำอะไร แค่ไหนบ้าง จะได้สรุปได้ว่าเราจะจ้างใคร และประเภทไหนบ้าง
…..งานทุกงานถ้าหลักการ และคนมันบูรณาการกันได้มันจะออกมาดีครับ..ยกตัวอย่างเช่นคิ้วปูน ที่มันมีหน้าที่กันสาดให้กับหน้าต่าง หรือเพื่อความสวยงามของหน้าตาอาคาร มันวิธีการคิดและการทำหลายหลากแบบ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดและวิธีการทำของแต่ละคนที่ต่างกัน ได้แก่
  • แบบที่ 1 ไม่ได้จ้างนักออกแบบ หรือนักออกแบบไม่ได้คิด หรือจ้างช่างที่เอาง่ายเรียนรู้งานไม่พอ คิ้วปูนที่เห็นก็จะทำ หน้าที่กันสาดเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้กันย้อย กันฝนสาดได้ แต่ไม่ได้กันฝนย้อยไหลมาโดนหน้าต่างๆ เลย นานๆไปเกิดคราบดำ และหน้าต่างบวม
  • – แบบที่ 2 คิดแต่ไม่เยอะ ก็อาจจะใช้วิธีเชิงช่างมาทำร่องหยดน้ำ เพื่อกันน้ำที่ย้อยไหลมาโดนหน้าต่าง วิธีนี้ต่อให้ไม่ระบุในแบบ ช่างที่ดีก็ควรทำ
  • – แบบที่ 3 คิดดีทำดี คือนักออกแบบคิดภาพรวมแล้วลงรายละเอียด คือแทนที่จะทำเป็นครีบปูน กลับทำขอบกันนั้าไหล และใช้ท่อต่อลงสูบ่อพักน้ำทิ้ง วิศวกรก็ใส่ตามมาและปรับเข้าสู่งานแบบท่อ แถมยังใช้เป็นที่ระบายน้ำแอร์ได้อีกไม่ต้องปล่อยหยดลงมา ช่างเองก็คิดดีนอกจากจะทำแค่ขอบแล้ว ทำร่องหยดน้ำให้ด้วย เพื่อกันน้ำไหลย้อยโดนหน้าต่าง

รายละเอียด (detail) คิ้วปูนหน้าต่างแบบต่างๆ
…………………….นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆนะครับ บ้านทั้งหลังต้องคิดเยอะกว่านี้อีกมากเลย….เลือกคนให้ถูกงาน และใช้ประเภทคนให้ถูกประเภทของงาน ท่านจะอุ่นใจกว่ากันเยอะเลยครับ เสียน้อยเสียมากฯฯฯฯฯฯ …….
สุดท้ายนี้ขอให้มีความสุขในการสร้างบ้านสร้างฝันนะครับ…สวัสดี